ในวันที่ ‘ป๊ะ’ และ ‘ม๊ะ’ เห็นว่า...เรื่องเพศต้องคุยในครอบครัว
   

          ในวันนั้น วันที่นักเรียนมุสลิมชั้นมัธยมปลายโรงเรียนบางกอกวิทยา (มูลนิธิ) ร่วม ๓๐ คน กำลังช่วยกันเตรียมกิจกรรมกีฬาสี ขณะเดียวกันป๊ะและม๊ะของพวกเขากำลังเข้าอบรมหลักสูตร “การสื่อสารเชิงบวกระหว่างพ่อแม่ ผู้ปกครองกับบุตรหลาน”หลักสูตรที่ว่าด้วยการชวนพ่อแม่ ผู้ปกครองมาทำความเข้าใจลูกหลานวัยรุ่น และแนะนำวิธีการพูดคุยเชิงบวกในครอบครัว รวมถึงเรื่องที่พูดอยากที่สุดอย่างเรื่อง เพศ ด้วย

          พูดถึงเรื่องเพศน้อยคนจะเข้าใจได้ว่า เพศ ไม่เท่ากับ เซ็กซ์ และหากเพิ่มข้อมูลอีกว่า เป็นเรื่องเพศในศาสนาอิสลามและของชาวมุสลิม น้อยคนเข้าไปอีกจะเข้าใจและเห็นด้วยว่า ในศาสนาอิสลามคุยเรื่องเพศได้และต้องคุย โดยเฉพาะพ่อแม่ชาวมุสลิมต้องคุยเรื่องเพศกับลูก

          อิมรอน เชษฐวัฒน์ กรรมการเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ หนึ่งในวิทยากรอบรมหลักสูตรการสื่อสารเชิงบวกฯ กลับเห็นแย้งอย่างมีเหตุผลน่าฟังว่า ศาสนาอิสลามมีกติกาและข้อบังคับในเรื่องเพศหลายข้อ ทำให้ ‘คนนอก’เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้ามและยากจะกล่าวถึงของอิสลาม ขณะเดียวกัน ‘คนใน’อย่างชาวมุสลิมเองก็พลอยรู้สึกไม่ต่างกันว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดถึงเมื่อยังไม่ถึงเวลาเช่นเดียวกัน

          ทั้งคนนอกและคนในเหล่านี้ต่างเข้าใจเพียงว่า เรื่องเพศ เท่ากับเซ็กซ์และการร่วมประเวณี

          ถ้าลองทำความเข้าใจใหม่ว่าเพศมีความหมายมากกว่าการประกอบกิจนั้น แท้ที่จริงแล้วหมายถึงเรื่องการมีสุขภาวะทางเพศ และหากหมายความเช่นนี้แล้ว น่าจะคุยเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวมุสลิม

          อิมรอนบอกว่าแม้จะเห็นว่าชาวมุสลิมมักใส่เสื้อผ้ามิดชิด เพื่อปิดบังร่างกายยามเมื่ออยู่บ้าน ทว่าเมื่ออยู่ในบ้านแล้ว ฮิญาบและการปกปิดเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องจำเป็นต่อไป เพราะไม่มีเรื่องปิดบังในครอบครัว

          หากเป็นเช่นนั้นแล้ว พ่อแม่ ลูก และคนในครอบครัวก็อาจคุยกันได้ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องเพศ...ใช่หรือไม่

          ความสำคัญอย่างหนึ่งที่หากพ่อแม่ไม่ตอบสิ่งที่ลูกสงสัยเรื่องเพศหรือตอบไม่ได้นั้น ลูกจะต้องไปหาคำตอบเองจากอินเทอร์เน็ต จากเพื่อน จากคนอื่นๆ พ่อและแม่อยากให้เป็นเช่นนั้นหรือ

          เรื่องที่หวั่นไหวง่ายที่สุด เรื่องที่พ่อแม่ปกป้องลูกๆ ด้วย วลีซ้ำๆ ว่า “ยังไม่ถึงเวลา”แต่เมื่อเวลามาถึงเร็วกว่าที่คาดหวังไว้ พ่อและแม่กลับผลักลูกห่างออกไปด้วยความเขิน อาย กังวล ไม่กล้า ฯลฯ

          แล้วเมื่อไรจะได้คุยกัน

          เวลาที่เหมาะสมจะคุยเรื่องเพศคือเมื่อใดนั้น ป้าณี หรือสุปราณี มุมณี หนึ่งในผู้ปกครองที่เข้าอบรม เล่าว่า เธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเวลาเหมาะสมคือตอนไหน รู้แต่เพียงว่าน่าจะเป็นเรื่องดีหากเธอได้คุยกับลูกแต่เนิ่นๆ ทำให้ลูกเชื่อใจและมั่นใจได้ว่า ม๊ะสามารถปรึกษาและคุยได้ทุกเรื่อง เมื่อถึงเวลาที่ลูกต้องการที่ปรึกษา ให้เขานึกถึงเธอเป็นคนแรก

          ป้าณีบอกว่า คำสั่งสอนต่างๆ ของศาสนาอิสลาม เช่น หญิงชายห้ามใกล้ชิดกันหากไม่ได้เป็นสามีภรรยา หรือการที่ต้องแต่งกายมิดชิด ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยดูแลลูกหลานมุสลิม แต่นั่นก็อาจยังไม่เพียงสิ่งที่ลูกต้องการนั้น คือการดูแลและเอาใจใส่จากป๊ะและม๊ะด้วย

          ท่านนบีมูฮัมหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลามได้กล่าวไว้ว่า เรื่องต่างๆ ในครอบครัวเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและต้องสื่อสารกัน

          ในตอนท้ายของการพูดคุย อิมรอนกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

          .

          .

          อย่าเอาศาสนามาอ้างจนผลักไสลูกออกไป

ร่วมแสดงความคิดเห็น

จาก*
อีเมล
ความคิดเห็น*